การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ในเมื่อโลกมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง
และมีการพัฒนาความก้าวล้ำขึ้นไปตลอดเวลา การเติบโตของเศรษฐกิจมีสูงขึ้น
สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้เรียน และผู้สอนต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
ต้องเรียนรู้วิธีการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพราะต้องพบกับสิ่งใหม่ ๆ
ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็น
และจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นไปสู่ความมุ่งหวังตามเป้าหมายเร็วขึ้นและประสบความสำเร็จ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการวางแผนทางการศึกษา
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการวางแผนทางการศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่ต้องมีข้อมูล
สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจและการกำหนดนโยบาย แนวทางในการจัดการศึกษาให้ได้ถูกทิศทาง
และหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
ต้องมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนให้การบริหารมีประสิทธิภาพ
การตัดสินใจและการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ
ให้มีประสิทธิผลนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีปัจจัยที่สำคัญอยู่สองส่วน
ส่วนแรกคือการมีข้อมูลและสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง
และส่วนที่สองก็คือความรู้ในสถานการณ์นั้นๆ จะตัดสินใจอย่างไร
หรือจะดำเนินการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ดังนี้
1. เทคโนโลยีการจัดการข้อมูล
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ การตัดสินใจจำเป็นต้องมีข้อมูล
และข้อเท็จจริงมาช่วยในการตัดสินใจแทนการใช้ความรู้สึกหรือสมติฐาน
การจัดการข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาควรมีการแยกประเภทให้เป็นหมวดหมู่
การจัดเก็บด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้การเพิ่มเติม การแก้ไข ดัดแปลง ประมวลผล
ต้องถูกต้อง รวดเร็ว
2. เทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล
การจัดการด้านการประมวลผลข้อมูลที่จัดเก็บไว้เพื่อให้เป็นสารสนเทศรูปแบบต่างๆ เช่น
จัดทำเป็นรายงาน ตาราง กราฟ และ แผนภาพต่างๆ
ทำให้ได้รับทราบรายงานและเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว การจัดเก็บอาจจะอยู่ในรูปของไฟล์
หรือใช้เทคโนโลยีคราวน์
เข้ามาใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้ข้อมูล และประมวลผลข้อมูล การใช้ข้อมูลและแหล่งความรู้ร่วมกัน
3.
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer) คอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกจากเครื่องที่มีขนาดใหญ่ทำงานได้ช้า
ความสามารถต่ำและใช้พลังงานสูง เป็นการใช้เทคโนโลยีวงจรรวมขนาดใหญ่ (Very large
scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิตไมโครโพรเชสเซอร์ (Microprocessor)
ทำให้ประสิทธิภาพของส่วนประมวลผลของเครื่องพัฒนาขึ้น รวมถึงคอมพิวเตอร์มือถือที่เราอาจพบเห็นหรือหามาใช้งานได้
พอจำแนกออกได้เป็นหลายกลุ่ม เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro
Computer) แล็ปทอป (Laptop) เน็ตบุ๊ค
(Net Book) แท็บเล็ตพีซี (Tablet PC) สมาร์ทโฟน (Smart Phone)
4. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) หรือ AI เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์จริง
ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในลักษณะคล้ายกับเป็นหน่วย บันทึกความจำขององค์กร
ซึ่งจะกลายเป็นฐานความรู้องค์กรที่บุคคลในองค์กรสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อทำการสืบค้นและหาคำปรึกษาได้ทุกเวลา
ระบบปัญญาประดิษฐ์จะถูกนำมาทำงานในส่วนที่เป็นงานที่มีความจำเป็นหรือเป็นงานที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับมนุษย์ระบบปัญญาประดิษฐ์
จะช่วยเพิ่มความสามารถในฐานความรู้ขององค์กร
ด้วยการเสนอวิธีแก้ปัญหาสำหรับงานเฉพาะด้าน
ซึ่งมีปริมาณมากหรือมีความซับซ้อนมากเกินไปสำหรับมนุษย์
โดยเฉพาะเมื่อต้องการทำงานนั้นให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น
5. ระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ
(Cloud Computing) คือการที่ใช้ซอฟต์แวร์ ระบบ และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ
ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร
ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้หากกล่าวถึงว่า คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud
Computing) หลายคนอาจจะนึกถึงแค่บริการพื้นที่ฝากไฟล์บนอินเทอร์เน็ต
อย่าง iCloud บน iPhone, iPad หรือ Google
Drive บน Android หรือ OneDrive,
Dropbox บนมือถือ Windows Phone ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือบริการ
Cloud Storage ซึ่งเป็นบริการ Cloud ประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว บริการ Cloud
Computing มีความหมายกว้างขวางกว่านั้นมาก Cloud
Computing คือบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล
หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง
ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง
ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเก็บเงิน
6. เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก
มีผู้ใช้งานหลายล้านคน และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารขององค์กร
โดยที่ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์ในการค้นคว้า เพราะมีการรวมเครือข่ายต่าง ๆ
ทำให้สามารถสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ใช้ในการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น การเรียนบนเว็บ การนำเสนอเนื้อหาบทเรียน การสนทนาแบบ real time การประชุมทางไกล การดาวโหลดข้อมูล
นอกจากนี้ยังใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจจะใช้ e-Mail การตั้งกลุ่มสนทนาเป็นกลุ่มปิด
การรับข่าวสารผ่านทาง e-mail การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตจึงสร้างประโยชน์ให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
7. เทคโนโลยีระบบเครือข่าย (Networking
system) โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ (local area
network: LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายที่ใช้ในระยะทางที่กำหนด
ส่วนใหญ่จะติดตั้งใช้ภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของ
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงขึ้นรวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการเพิ่มความเร็วในการติดต่อสื่อสาร
นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการเทคโนยีสารสนเทศไปยังผู้ใช้มากกว่าในอดีต
8. เทคโนโลยีการประชุมทางไกล (Teleconference)
เป็นการนำเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น
คอมพิวเตอร์เครื่องถ่ายทอดโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน
เพื่อใช้สนับสนุนในการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมประชุมไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องประชุมและพื้นที่เดียวกัน
ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะในสภาวะการจราจรที่ติดขัด
ตลอดจนผู้เข้าประชุมที่อยู่ในเขตที่ห่างไกลกันมาก
9. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia
Technology) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะที่แตกต่างกันทั้งรูปภาพ
ข้อความเสียง โดยสามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้
และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น
หน่วยความจำแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ CD-ROM) จอภาพที่มีความละเอียดสูง
(High resolution) เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล
ภาพ และเสียงที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้
ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัวและได้รับความสนใจจากบุคคลหลายกลุ่ม
เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษา โฆษณา
และบันเทิงเป็นอย่างมาก
10. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic
information system) หรือ GIS เป็น
การนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้านรูปภาพ (Graphics) และข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาจัดทำแผนที่ในบริเวณที่สนใจ
GIS สามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจการต่างๆ
เช่น การวางแผนพื้นที่บริการ การกำหนดเส้นทาง เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น